Please Speak Up!!

 

จริงไหม ???

9.23.2005

* ผู้ชายเจ้าชู้ เหมือน ผู้หญิงบ้าช้อปปิ้ง
* ผู้ชายคิดเป็นภาพ แต่ ผู้หญิงคิดเป็นคำพูด
* ผู้ชายชอบอิเล็คทรอนิค แต่ ผู้หญิงชอบโรแมนติค
* ผู้ชายเครียดชอบเงียบ แต่ผู้หญิงเครียดชอบพูด
* ผู้ชายไม่ไปหาหมอดู เพราะไม่ชอบรับคำแนะนำจากใคร ขับรถหลงทางก็ไม่ถามคนอื่น เดี๋ยวเสียศักดิ์ศรี ส่วนผู้หญิงกับหมอดูเป็นของคู่กัน ขับรถหลงๆ ก็ค่อยงมๆกันไป


มนุษย์มีความแตกต่าง...หลากหลาย...อย่างที่เค้าบอก " คนเราไม่เหมือนกัน "

อย่าไปถามว่าทำไม เพราะอะไร เพราะมันจะไม่จบ....อย่าไปคาดหวัง
น้ำที่อยู่ในแก้ว มันอาจจะไม่เต็มแก้ว นั้นก็เพราะเราใช้แก้วใบใหญ่เกินไป "แก้วแห่งความคาดหวัง"...ลองเปลี่ยนแก้วให้เล็กลงดูซิ

จริงไหม ??


ตอนจบของโดเรมอน



บ่ายวันหนึ่ง ซึ่งก็เป็นวันธรรมดาเหมือนวันอื่นๆ ทั่วๆไป โนบิตะกลับมาจากโรงเรียน และวิ่งขึ้นไปชั้น 2ไปที่ห้องของเขา โดเรมอนอยู่ในห้องนั้น และกำลังนอนอยู่ซึ่งก็เป็นเหมือนปกติทุกๆ วัน

"เฮ้ !! โดเรมอนตื่นเถอะแล้วไปเล่นด้วยกัน " โนบิตะชวน แต่โดเรมอนก็ยังไม่ตื่น โนบิตะคิดว่า โดเรมอนคงจะเหนื่อย ปล่อยให้นอนต่อไปดีกว่า ดังนั้นเขาจึงวิ่งออกไปเล่นข้างนอนกะชิซูกะและเพื่อนคนอื่นๆ ... 2-3 ชั่วโมงต่อมา โนบิตะก็กลับมาที่บ้านของเขาและโดเรมอนก็ยังคงนอนอยู่ โนบิตะเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่แปลกไป

"ปกติโดเรมอนไม่นอนนานอย่างนี้นี่นา " เขาพยายามจะปลุกโดเรมอน แต่ก็ไม่มีการตอบสนองจากโดเรมอน โนบิตะเริ่มรู้สึกกลัวและพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะปลุกโดเรมอน แต่ไม่ว่าโนบิตะจะพยายามทำอย่างไรก็ตาม โดเรมอนก็ไม่ตื่น ถึงตอนนี้โนบิตะรู้ชัดเจนแล้วว่ามีบางอย่างแปลกไป ซึ่งสิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โนบิตะเริ่มร้องไห้ แม้ว่าจะร้องไห้หรือตะโกนร้องอย่างไร เจ้าหุ่นยนต์รูปแมวตัวอ้วนก็ไม่มีการเคลื่อนไหวแต่อย่างไร แล้วโนบิตะก็เกิดความคิดขึ้นมา!! เขากระโดดลงไปในลิ้นชักโต๊ะของเขา, ใช่แล้ว ไทม์แมชชีนนั่นเอง โนบิตะใช้ ไทม์แมชชีน ไปในอนาคตไปหา โดเรมีน้องสาวของโดเรมอน โนบิตะไปขอความช่วยเหลือจากโดเรมี และพาเธอกลับมากับเขา

...กลับมาในปี 1998 หลังจากนั่ง ไทม์แมชชีน กลับมายัง ปี 1998 โดเรมีก็ไปตรวจ ระบบต่างๆ ในตัวของโดเรมอน เพื่อตรวจสอบว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับโดเรมอน-พี่ชายของเธอ หลังจากนั้นไม่นาน โดเรมีก็บอกว่า "แบตเตอรี่ของโดเรมอนหมด" โนบิตะได้ยินดังนั้นก็โล่งใจ และบอกกับโดเรมีว่า "แบตเตอรี่หรือ? โดเรมอนไม่ได้เสียหายอย่างอื่นใช่ไหม งั้นจะรีรออะไรอยู่ล่ะ ก็เปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ให้เขา และทำให้โดเรมอนตื่นกลับมาเหมือนเดิมสิ" แต่ .. โดเรมี ส่ายหัวและพูดขึ้นว่า "โนบิตะซัง ฉันควรทำอย่างนั้นเหรอ?" "อะ . . .อะไรนะ โดเรมี เธอหมายความว่ายังไง??" โดเรมีตอบว่า "ก็ แบตเตอรี่หลักของโดเรมอนอยู่ตรงนี้ ใกล้กับกระเป๋าหน้าของเขา และไฟมันหมดแล้ว ซึ่งแต่เดิมแล้วโดเรมอนจะมีแบตเตอรี่สำรองอยู่ที่หู แต่ว่าโนบิตะ ก็อย่างที่รู้ๆกันแหล่ะว่า หูของโดเรมอนถูกหนูแทะกินไป เมื่อหลายปีมาแล้ว ดังนั้นตอนนี้โดเรมอนก็เลยไม่มีแบตเตอรี่สำรอง" "แล้วมันหมายความว่าอย่างไรละ" โนบิตะสงสัย "ก็หมายความว่า ถ้าฉันเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้โดเรมอน ความทรงจำทุกอย่างของโดเรมอนก็จะหายไปจากส่วนของหน่วยความจำนะสิ" "อะไรนะ?" "แล้วเธอยังจะให้ฉันเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้อย่างนั้นหรือ" โนบิตะหลับตาแล้วร้องไห้ . . . แต่หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็หยุดร้องและบอกโดเรมีจังว่า "โดเรมี,ขอบคุณนะที่อุตส่าห์มา ฉันจะดูแลโดเรมอนเอง เธอกลับไปอนาคตเถอะ" โดเรมีจังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อช่วยโนบิตะดี, เธอเข้าไปกอดโนบิตะเพื่อปลอบใจ และก็กลับไปอนาคต หลังจากโดเรมีกลับไป โนบิตะอุ้มโดเรมอนขึ้น ยกโดเรมอนวางไว้ในตู้ที่นอนของโดเรมอนตามเดิม . . .

วัน- เวลาผ่านไป . . . ปี ค.ศ.2010 . . . โนบิตะโตขึ้น ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาเปลี่ยนไป เขาทุ่มเทเรียนอย่างหนัก ไม่มีการร้องไห้อีกต่อไป และเขาก็มีชีวิตอยู่โดยที่ไม่มีโดเรมอน เขาได้บอกชิซูกะและทุกๆคนว่า โดเรมอนได้กลับไปสู่อนาคตของเขาแล้ว และจะไม่สามารถได้พบกับโดเรมอนได้อีกต่อไป ชิซูกะรู้สึกประทับใจในท่าทางที่เปลี่ยนไปอย่างเหลือเชื่อของโนบิตะซึ่งแตก ต่างจากเมื่อ 10 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง พวกเขาตกหลุมรักซึ่งกันและกันและในที่สุดก็ได้แต่งงานกัน . . . โนบิตะเติบโตเป็นนักวิทยาศาสตร์ เขาได้สร้างห้องของเขาให้กลายเป็นห้องทดลอง และทุ่มเทศึกษาอย่างหนักในงานของเขาตลอดทั้งวัน เขาได้บอกชิซูกะว่าไม่ให้เข้ามาในห้องทดลองของเขา เพราะมีสิ่งที่เป็นอันตรายอยู่มากมาย แต่แล้ววันหนึ่ง เขากลับเรียกชิซูกะให้เข้าไปในห้องของเขา ห้องทดลองซึ่งเขาเคยบอกว่าเต็มไปด้วยอันตราย มันเป็นครั้งแรกที่ชิซูกะได้เข้าไปในห้องทดลองของสามีของเธอ และเมื่อเธอเข้าไป . . เธอถึงกับตกใจจนพูดไม่ออก ! เพราะสิ่งที่เธอเห็น .. เพื่อนเก่าของเธอ ผู้ที่เธอเคยเล่นด้วยในวันเด็ก "โดเรมอน" โดเรมอนไม่ได้เคลื่อนไหว มันดูเหมือนว่าเขากำลังหลับ "ดูนะชิซูกะ ฉันจะเสียบปลั๊กเดี๋ยวนี้แหละ . . " โนบิตะเปิดสวิชส์หลักของโดเรมอน โดเรมอน ลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว . . . . .

มันเป็นช่วงเวลาสำหรับคำถามที่ทุกคนอยากรู้ว่า "ผู้ประดิษฐ์โดเรมอน . . . เป็นใคร" มีคำตอบที่ชัดเจน คนนั้นคือ โนบิตะ นั่นเอง . . . โนบิตะเรียนอย่างหนัก และทุ่มเท เพื่อที่จะได้พบได้คุยกับเพื่อนเก่าของเขา "โดเรมอน" อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในขณะนี้นั้น โนบิตะเป็นผู้ที่สร้างโดเรมอนขึ้นมา เขาได้ค้นพบโครงสร้าง สถาปัตยกรรม และโปรแกรมทั้งหมด ของหุ่นยนต์ที่เป็นแบบฉบับของโดเรมอน โนบิตะและชิซูกะ ร้องไห้เบาๆ ด้วยความยินดี . . . . โดเรมอนลืมตาขึ้นมา . . มองไปรอบๆ และในที่สุดก็พูดขึ้นว่า "โนบิตะ นายทำการบ้านเสร็จรึยัง?" เมฆสีขาวก็ยังลอยล่องอยู่บนท้องฟ้า เหมือนดังวันก่อน วัน-เวลาที่พวกเขาได้ร่วมใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน . . . . . . ลาก่อนโดเรมอน

เรื่องราวการ์ตูนของหุ่นยนต์แมวอ้วนสีน้ำเงินนี้มีมานานกว่าสิบสิบปีแล้ว เขียนกันจนกระทั่งผู้เขียนได้เสียชีวิตจากไป กระนั้นเรื่องราวก็ยังไม่จบแบบสมบูรณ์ แต่ทว่าที่ญี่ปุ่น ได้เผยถึงตอนจบที่ผู้เขียนได้เขียนเอาไว้ก่อนที่จะเสียชีวิตไว้คร่าว ๆ ว่าโนบิตะเป็นเด็กที่อ่อนแอที่เป็นโรคร้ายรักษาไม่หาย และกลายเป็นเจ้าชายนิทรามาเป็นแรมปีแล้ว ในขณะที่พ่อแม่พี่น้องทุกคนกำลังถอดใจ ก็ตัดสินใจที่จะทำให้เขาตื่นขึ้นมาเป็นครั้งสุดท้าย ในวันที่เขาตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาล เขาเห็นคนรู้จักของเขาเกือบทุกคน ทั้งพ่อ แม่ เพื่อน ๆ ต่างมายืนล้อมรอบเตียงของเขา แต่เขามองไม่เห็นเพื่อนสนิทที่สุดของเขานั่น คือ โดเรมอน . . เขาจึงถามหา .. แต่คำตอบที่ได้ก็คือ โดเรมอนนั้นเป็นเพียงแค่เรื่องราวในความฝันของเขา ขณะที่เขาหลับเป็นเจ้าชายนิทราเท่านั้น ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง เขารู้สึกเสียใจมาก . . .

วันรุ่งขึ้นขณะที่โนบิตะนั่งมองออกไปที่นอกหน้าต่าง เขาก็ได้เห็นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่ผลัดใบร่วงไปเกือบจะหมดต้นแล้ว อากาศในตอนนั้นหนาวเย็น โนบิตะนั่งถอนใจนึกถึงเรื่องราวของโดเรมอน . . . ทันทีที่ใบไม้ใบสุดท้ายหลุดร่วงลงจากต้น โนบิตะก็หมดลมหายใจจากไป . . . .

ผู้เขียนได้เขียนตอนจบนี้ขณะที่เขาป่วย ก่อนที่จะเสียชีวิตในโรงพยาบาล แต่ก็ไม่ได้ลงตีพิมพ์ เพราะสมาพันธ์การ์ตูนแห่งประเทศญี่ปุ่นให้เหตุผลว่า มันเศร้าเกินไป เด็กๆมีความผูกพันกับโดเรมอนมากทางด้านจิตใจ หากผลสรุปว่า โดเรมอนเป็นเพียงความฝันของเด็กไม่สบายคนหนึ่งเท่านั้น และสุดท้ายก็เสียชีวิต จะเป็นการทำร้ายจิตใจเด็ก ๆ มากเกินไป . . .

เศร้าจัง :*(

ถามหน่อย

9.21.2005

จำไม่ได้ครั้งสุดท้ายเจอกันเมื่อไหร่
แต่ยังจำได้ว่ารู้จักกันเมื่อนานมาแล้ว

"ฉันยังรู้จัก แต่เธอคงไม่อยากจะรู้"

แปลกดีเนอะ...
ทำไมคนที่รู้จักกัน จึงกลายเป็นคนที่ไม่รู้จักกันได้...

หลายครั้งที่พยายามหาเหตุผลว่า "ทำไม"
แต่หลายคนก็บอกว่า "ช่างเถอะ"

"เค้ามีชีวิตของเค้า เธอมีชีวิตของเธอ"

"ก็ใช่ ก็ถูก....แต่ฉันทำอะไรหล่ะ เบอกฉันหน่อยนะ บางทีอาจยังไม่รู้"

คนเรามันมีเหตุผลไม่เหมือนกัน
เธอคงมีเหตุผลของเธอ...ที่คงไม่เหมือนกับฉัน

"ไม่ได้จะคิดอะไร เพียงแต่ไม่ค่อยจะเข้าใจ"

มันก็ยังเป็นคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้
และไม่มีใครจะตอบได้นอกจากตัวเธอ

"เธอคิดอะไรอยู่"

อาจจะไม่ได้ใส่ใจ อาจจะไม่ได้สนใจ
แต่ฉัน...เพียงแค่อยากยังเป็นคนที่เธอรู้จัก เป็นเพื่อนคนหนึ่งของเธอ

"ฉันก็เสียใจนะ"

"ป.ล. สุขสันต์วันเกิดค่ะ"

การ์ตูนที่รัก (1)

9.07.2005

" คุณเคยมีการ์ตูนในดวงใจกันไหม "
การ์ตูนที่ดูกันตอนเด็กๆ การ์ตูนหลังเคารพธงชาติ การ์ตูนหลังข่าว
เชื่อแน่ๆ ว่าทุกคนต้องมีการ์ตูนในดวงใจ
ถึงตอนนี้บางคนก็ยังคงดูการ์ตูนอยู่

+ + + + + + + + + + + + + + + + +

เซนต์เซย์ย่า การ์ตูนเรื่องนี้ติดกันทั้ง 3 คนพี่น้อง ตอนนั้นน้องคนเล็กยังเด็กมากๆ
ถ้าจำไม่ผิดจะดูจากช่อง 3 นะ ตอนเย็น 6 โมง ที่ดูตอนนั้นอยู่ประถมอยู่เลย ชอบทุกตอน
โดยเฉพาะตอน 12 ราศรี โกลด์เซนต์
ชอบเรื่องนี้มากถึงขนาดเก็บสะสมรูปภาพ สติ๊กเกอร์ กินขนมทุกอย่างที่แถม
อะไรต่างๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วก็จำชื่อตัวละครได้ (เกือบ) หมด
บ้าแม้กระทั้ง เอามาเล่นเป็นเรื่องเป็นราวกับน้องชาย(ตามประสาเด็กๆ) อะไรจะชอบขนาดน้าน....

+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +

ผุ้แต่ง Masami Kurumada
ในเทพนิยายสมัยอดีตกาล "เทพีอาเธน่า" บุตรสาวของมหาเทพเซอุส เป็นผู้ปกครองผืนโลกแทนบิดา ต้องทำศึกกับเหล่าศัตรูที่ชั่วร้ายที่เชื่อว่าทุกๆ 200 ปี เหล่าปีศาจร้ายเหล่านั้นจะกลับมาและพยายามที่จะครอบครองโลกมนุษย์อย่าง เช่น โปเซดอน หรือยักษ์ไกเกอร์ส ท่ามกลางสนามรบ รอบตัวอาเธน่ามีเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่มีหน้าที่คอยคุ้มกัน พวกเขาคือ "เซนต์แห่งอาเธน่า" นั่นเองได้แก่

เซย์ย่า
- เพกาซัส หมัดดาวตก - เพกาซัส หมัดดาวหาง - เพกาซัส โรลลิ่ง แครช

ดร้ากอน ชิริว
- หมัดมังกรผงาด โรซัน - หมัดมังกรทะยาน โรซัน- หมัดมังกรเหิน โรซัน - เอ็กซ์คาลิเบอร์ - หมัดร้อยมังกร ราชัน

ซิกนัส เฮียวกะ
- ไดมอนด์ ดัสท์ - วงแหวนเยือกแข็ง - ออโรร่า ธันเดอร์ แอตแท็ค - ออโรร่า เอ็กซ์คิวชั่น

อันโดรเมด้า ชุน
- อันโดรเมด้า เนบิวล่า - เนบิวล่า เชน - ธันเดอร์ เวฟ - โรลลิ่ง ดีเฟนส์ - เนบิวล่า สตรีม - เนบิวล่า สตอร์ม
- สไปเดอร์ เน็ท - เคสติ้ง เน็ท - สไปรัล ดักท์ - บูมเมอแรง ชูต - ไวลด์ แทร็ป - เกรท แคปเจอร์

ฟีนิกส์ อิคคิ
- ฟีนิกส์ หมัดมายา - พญาวิหคสะบัดปีก - (และอีกอันนึงที่เคยฉันได้ยินนะ - พญาเหยี่ยวอหังการ)

เด็กหนุ่มเหล่านี้ล้วนเป็นผู้กล้าที่มาจากที่ต่างๆ ในโลกมนุษย์ เนื่องจากอาเธน่าเกลียดชังอาวุธในการต่อสู้ยิ่งนัก พวกเขาจึงใช้ร่างกายเป็นอาวุธพร้อมกับได้รับชุดเกราะที่ได้รับจากอาเธน่ามาเป็นเครื่องป้องกัน หมัดของพวกเขาสามารถแหวกฟ้าขาของพวกเขาสามารถแยกพสุธา ในปัจจุบันหากมีสิ่งชั่วร้ายเกิดขึ้นอีกครั้ง อาเธน่าและพวกเขา "เซนต์แห่งความหวัง" เหล่านี้ ก็จะปรากฏตัวขึ้น

Anime หรือ Animation การ์ตูนเซนต์เซย่าถูกสร้างในระหว่างปี ค.ศ.1986 - 1989 ออกฉายเป็น TV Series มีความยาวตอนละประมาณ 20 นาที รวมทั้งสิ้น 114 ตอน โดยตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงจบภาคโปเซดอน

+
แซงทัวรี่ (Sanctuary Chapter) / อัศวินแห่งแอสการ์ด (Asgard Chapter) / เจ้าสมุทรโปเซดอน (Poseidon Chapter) / เจ้านรกฮาเดส (Hades Chapter)




บรอนซ์เซนต์ : ยูนิคอร์น จาบุ, ไลโอเน็ต บัน, ไฮดร้า อิชิ, แบร์ เงคิ, วูล์ฟ นาจิ, คาเมเลี่ยน จูเน่


แบล็คเซนต์ : แบล็คเพกาซัส, แบล็คดราก้อน, แบล็คสวอน, แบล็คอันโดรเมด้า, แบล็คฟีนิกส์


ซิลเวอร์เซนต์ : อีเกิ้ล มารีน, โอฟิอูซุส ไชน่า, ลิซาร์ด มิสตี้, ไคโทส โมเซส, เฮาด์ แอสเทอเรี่ยน,
เซนทอรัส บาเบล, โครว์ จาเมี่ยน, ออไรก้า คาเพลล่า, เซอบิรัส ดันเต้, เพอร์เซอุส อัลกอร์,
คานิสเมเจอร์ ซิริอุส, มุสก้า ดิออส, เฮอร์คิวลิส อัลเกตี้, เซเฟอุส อัลบิโอเร่, ไลร่า โอฟีอุส


เซนต์อื่นๆ ที่ปรากฏเฉพาะในอนิเม : โดคราเทส, ไกสต์, ซีเซอร์เพนท์, ดอลฟิน, ครัก,
เซนต์อัคคีคริสตัลเซนต์, สปาร์ตัน, ทาแรนทูล่า อารัคเน่, เรด้า, สปีก้า, พาโว ศิวะ, โลตัส อาโกร่า


12 ราศรี โกลด์เซนต์


อัศวินแห่งแอสการ์ด : โพราลิส ฮิลด้า, เฟลียร์, เฟคด้า ธอร์, แอริออธ เฟนริล,เมรัค ฮาเก้น,
เบเนทนาช มีเมย์, เม็กเรซ อัลเบริช, มิซาร์ ชิด, อัลกอร์ บั๊ด, โดเบ ซิกฟรีด


เจ้าสมุทรโปเซดอน : โปเซดอน จูเลี่ยน โซโล, เมอร์เมด เททีส, ซีฮอร์ส ไบรอัน, สคิวล่า อิโอ,
คริวซาโอล กฤษณะ, ริมนาเดส คาสะ, คราเก้น ไอแซ็ค, ไซเรน โซเลนต์, ซีดราก้อน คาน่อน


(ขอขอบคุณ ThaiSaintsSeiya.com ค่ะสำหรับรูปภาพและข้อมูล)

บ่น...เรื่องของธรรมชาติ




ร้อนมากค่ะ...วันนี้ร้อนมากค่ะ
ใครว่าเมืองไทยร้อนกว่า ฉันว่าที่นี้ก็ร้อนไม่แพ้กันเลยนะ...

ตั้งแต่อยู่ที่นี้มาสังเกตุให้เห็นได้ว่าเวลาหน้าร้อนที่นี้ การขับรถเพียง 30 นาที สามารถทำให้ตัวดำขึ้นได้
อากาศที่นี้มันร้อนแบบแห้งๆ ร้อนแบบเหงื่อไม่ออก แดดนี้อย่างแรงแสบผิวจริงๆ เลยไม่แปลกใจเลยว่าทำไมฝรั่งถึงตกกระ

พูดถึงเรื่องอากาศ (วันนี้ขอแนวๆ กรมอุตตุนิยมซักนิด) ที่นี้ก็มีอะไรให้เราแปลกใจหลายอย่าง จะว่าแปลกใจ หรือ แปลกๆ ก็ไม่รู้เหมือนกัน
แต่อากาศมันเปลี่ยนได้ไปเรื่อยๆ ใน 1 วัน แต่ก็นับว่ายังโชคดีกว่าคนที่อยู่แถว East Coast

ฉันเคยเจอเหตุการณ์แบบในการ์ตูนเหมือนกันนะ ไอ้แบบที่ว่าลมพัดแล้วตัวปลิวไง เหตุการณ์มันเกิดขึ้นตอนเรียนอยู่ที่ Arts Inst. โรงเรียนหันหน้าออกสู่ทะเล จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมลมถึงแรงมากเวลาพัดที ตอนนั้นฝนตกปรอยๆ (ถือว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับชาว Seattle) เราใส่แต่เสื้อโค้ตตัวเดียว ตอนเดินมีตึกบังมันก็ยังปลอดภัยอยู่ แต่ไอ้ตอนช่วงโล่งๆ นี้ซิลมแรงมากถึงขนาดว่าเดินตรงๆอยู่ดีๆ เราต้องเดินต้านลมที่มาทางด้านข้างทำให้ตัวเราเดินเอียงๆ ไปตามแรงลมได้เลย ถ้าถือร่มจะเป็นเช่นไร คงเป็นอาการแบบที่หลายๆคนน่าจะเดาออก ที่ว่าร่มมันโดนลมพัดแล้วก้านร่มลู่ไปตามลมทั้งยวงนะ (โห...อย่างงั้นหน้าอายกว่าอ่ะ) และไม่ควรอย่างยิ่งในการใส่กระโปรงพริ้วๆเดินในบริเวณนั้น

อากาศที่นี้มันรุนแรงกว่าบ้านเราเยอะ ดูอย่างที่โดนพายุ Katrina ไปซิ ทำเมืองทั้งเมืองให้กลายเป็นเมืองร้างไปได้ นี้แหละคนเราทำลายธรรมชาติไปมาก สงสัยถึงเวลาที่เค้าจะเอาคืนบ้างแล้ว เมืองไทยเราอยู่ในเขตมรสุมก็จริง แต่อากาศก็ไม่ได้รุนแรงเหมือนเมืองนอก ไอ้ที่ร้อนๆ นะ มันก็ยังทนได้ ฉันว่ายังไงฉันก็ชอบอากาศร้อนๆ ของบ้านเรามากกว่า...ร้อนนักก็ไปทะเล...ยะฮู้!!